gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 375
Content : 895
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 2216365
เรามี 67 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

225537_2106...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home Story/บทความ * เรื่องจริงที่ดีๆ "วีซ่าเพื่อชีวิต "


วีซ่าเพื่อชีวิตของ.ชิอุเนะซึกิฮาร่า


“แม้แต่นายพรานก็ยัง...ไม่สังหารนกที่บินมาหลบภัย” ชิอุเนะ ซึกิฮาร่า(Chiune Sugihara) กงสุลใหญ่ญี่ปุ่นประจำประเทศลิทัวเนีย จำได้ดีว่า เช้าวันหนึ่งปลายเดือนกรกฎาคม ปี ๑๙๔๐ จู่ ๆ ก็มีชาวยิวล้อมรอบกำแพงสถานกงสุลเต็มไปหมด คนเหล่านี้มาหาชิอุเนะด้วยเหตุผลเดียว  นั่นคือ.....ต้องการให้เขาออกวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวให้  ทว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่วีซ่า เพื่อการพักผ่อนอย่างที่ระบุไว้ในเอกสาร แต่เป็น...วีซ่า...เพื่อการรอดชีวิต


 

ช่วงเวลานั้นมีชาวลิทัวเนียและ ชาวโปแลนด์เชื้อสายยิวจำนวนมาก ต้องการอพยพหนีออกนอกประเทศ เพราะลิทัวเนียตกอยู่ในอาณัติของสหภาพโซเวียตและถูกบีบบังคับให้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ลิทัวเนียต้องรับมือในการสู้รบกับกองทัพนาซีที่แข็งแกร่ง และกำลังจะพ่ายแพ้ ซึ่งถ้าแพ้......ก็หมายความว่าชาวยิว ในลิทัวเนียจะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และหากไม่มี...วีซ่า...พวกเขาก็จะ ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศอย่างปลอดภัยได้เป็นอันขาด

“แม้แต่นายพราน...ก็ยังไม่สังหารนกที่บินมาหลบภัย” สุภาษิตของซามูไรบทนี้ปรากฏชัดในใจของชิอุเนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารู้ตัวว่าเขาคือ นายพรานที่ฝูงนกบินมาพักอาศัย ชิอุเนะโทรเลขปรึกษากระทรวงการ ต่างประเทศญี่ปุ่นเพื่อขออนุญาตออกวีซ่า ให้ชาวยิวเป็นกรณีพิเศษถึง ๓ ครั้ง เพราะชาวยิวส่วนใหญ่ไม่มีเอกสาร ไม่มีพาสปอร์ต และไม่มีแม้แต่....เงินค่าเดินทาง แต่...ทุกครั้งได้รับปฏิเสธ...เวลาหนี....เหลือน้อยลงทุกที ผู้คนมาเข้าแถวรอหน้าสถานกงสุลมากขึ้นเรื่อย ๆ ชิอุเนะจึงปรึกษา ยูกิโกะ ภรรยาของเขา ในที่สุดก็ตัดสินใจว่า เขาจะออกวีซ่าให้ชาวยิวทุกคน แม้ไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม! ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม–๒๘สิงหาคม
ปีนั้น ชิอุเนะและภรรยาช่วยกันออกวีซ่า ซึ่งต้องเขียนด้วยมือตามระเบียบของกระทรวงฯ วันละ ๑๘ -๒๐ ชั่วโมง และทั้ง ๆ ที่โซเวียต สั่งให้สถานทูตทุกแห่งปิด แต่ชิอุเนะก็ทำเรื่องขอเปิดดำเนินการต่ออีก ๒๐ วัน ในคืนสุดท้ายก่อนที่จะต้องเดินทางออก จากลิทัวเนีย เขาและภรรยานั่งเขียนวีซ่าตลอดทั้งคืน...ชิอุเนะ...ยังคงเขียนแม้ตอนที่ไปถึงสถานีแล้ว ซึ่งที่นั่นมีชาวยิวเฝ้ารอเขาอยู่เป็นจำนวนมาก กระทั่งรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลา ชิอุเนะจึง...โยนกระดาษเปล่าที่มีลายเซ็นของเขาออกมาทางหน้าต่างสุดท้าย...ก็โยนตราประทับของสถานกงสุลออกมาด้วย เพื่อว่า...ชาวยิวจะใช้มันทำวีซ่าปลอมได้

นักประวัติศาสตร์....ประเมินว่า การกระทำที่กล้าหาญของชิอุเนะสามารถช่วยเหลือชาวยิวได้ถึง ๖,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ คน แม้ว่าทางกระทรวงฯ จะไม่ได้สอบสวนเขาต่อกรณีที่เกิดขึ้นทว่า...ผลจากการตัดสินใจโดยพลการครั้งนั้น ทำให้ชิอุเนะหมดอนาคตในหน้าที่การงานอย่างสิ้นเชิง เขาถูกกดดันให้ลาออกในปี ๑๙๔๗ หลังจากนั้นชิอุเนะต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นล่าม แปลเอกสาร และเป็นผู้จัดการบริษัทส่งออก ซึ่งทำให้เขาต้องจากครอบครัวไปใช้ชีวิตลำพังในโซเวียตนานถึง ๑๖ ปี เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องราวในลิทัวเนียให้ใครฟังเลย ดังนั้นชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จึงไม่รู้จักผู้ชายคนนี้

กระทั่งถึงวันที่เขาเสียชีวิตในปี ๑๙๘๖ เมื่อถึงวันฝังศพเขา ทูตอิสราเอลประจำญี่ปุ่น พร้อมด้วยชาวยิวที่รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของชิอุเนะ...ได้มารวมตัวกันเพื่อเคารพศพและให้กำลังใจ...ยูกิโกะ สื่อมวลชน.....จึงสนใจเรื่องราวของอดีตนัการทูตคนนี้ขึ้นมา ภายหลังจึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ให้เขาทั้งในญี่ปุ่นและในอีกหลาย ๆ เมืองทั่วโลก ผู้คนนำเรื่องของ “ชิอุเนะ ซึกิฮาร่า” ไปสร้างเป็นละครและภาพยนตร์และทำกิจกรรมหลายอย่างเพื่อรำลึกถึงเขา...จนทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า...จะดีมากเพียงใดถ้าเขาได้รับสิ่งเหล่านี้....เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม....

แม้ว่าชิอุเนะต้องเผชิญความยากลำบาก และความว้าเหว่เป็นเวลานาน เราคง...มิบังอาจคิดว่า....เขาและครอบครัวจะไม่มีความสุข แท้จริงแล้ว...ความซาบซึ้งใจ...ที่ได้ช่วยชีวิตคนนับพันนับหมื่นคนยังคงติดตรึงอยู่ในใจของสามีภรรยาคู่นี้ ดังที่ยูกิโกะได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี ๒๐๐๔ ว่า“ฉันจำได้ว่า...มีคนมารอที่สถานีรถไฟเต็มไปหมด สีหน้าของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยคำขอบคุณ เมื่อรถไฟเคลื่อนตัว หลายคนวิ่งตามและโบกมือให้ มีคนตะโกนขึ้นมาว่า “เราจะ...ไม่ลืมคุณ เราจะได้พบกันอีก” ฉันและสามีมองภาพนั้นแล้ว...มิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ แม้แต่ในขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน”

จากนิตยสาร...ซีเคร็ต