gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 361
Content : 853
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1778405
เรามี 90 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

217026_2047...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home ข้อคิด เรื่องสั้น * เรื่องสั้นดีๆวันแม่ " เสี่ยวกัง/แม่ "

 

เรื่อง ...... "เสี่ยวกัง"     (  Ref | นุสนธิ์บุคส์  )


เขา เป็นนักโทษข้อหาฉกรรจ์  หลังจากเข้าคุกได้ 1 ปี ก็ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย เห็นเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ 2-3 วันก็จะมีญาติมาเยี่ยมพร้อมกับอาหารการกิน เห็นแล้วก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้  เขาตัดสินใจเขียนจดหมายส่งถึงพ่อแม่ ไม่ใช่เพราะอยากกินอาหารดีๆ แต่เพราะคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน เขาเขียนจดหมายส่งไปแล้วหลายสิบฉบับ แต่ดูเหมือนไม่มีวี่แววของพ่อแม่ตอบกลับมาเลย เขาเข้าใจแล้ว พ่อแม่คงตัดเขาออกจากชีวิตแล้ว จึงรู้สึกเสียใจและหมดหวัง

จาก วันนั้น เขาก็ได้เขียนจดหมายส่งถึงพ่อแม่อีกครั้ง เขาบอกกับพ่อแม่ว่าหากไม่มาเยี่ยมเขา พ่อแม่ก็จะสูญเสียลูกชายคนนี้ตลอดไป  นี่ไม่ใช่คำขู่ เพราะเขาถูกเพื่อนดึงเข้าสู่การกระทำที่มีโทษหนัก การติดคุกไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่ตอนนี้พ่อไม่สนใจแม่ก็ไม่รักแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องมีชีวิตอยู่ในคุกนี้อีกต่อไป อากาศวันนี้หนาวเป็นพิเศษ อยู่ๆก็มีเจ้าหน้าที่ตะโกนออกมาว่า “เสี่ยวกัง มีญาติมาเยี่ยม!” “ใครกัน?” เขาคิดในใจ เมื่อเดินออกมาที่ห้องเยี่ยมคนไข้ เขายืนตะลึงตัวแข็งทื่อ เพราะคนที่มาเยี่ยมเขาก็คือ ... แม่! ไม่ได้เจอแม่มาปีกว่าๆ แม่ทรุดโทรมจนเขาจำไม่ได้ แม่เพิ่งจะอายุเพียงแค่ 50 ปีกว่าๆ ทำไมผมถึงขาวโพลนไปทั้งหัว แม่ผอมจนหนังหุ้มกระดูก หลังงอเหมือนกับกุ้ง เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดรุ่งหริ่ง ยืนเท้าเปล่าอยู่ในห้อง เหมือนมีรอยเลือดแห้งติดอยู่ที่เท้า ข้างๆแม่มีถุงป่านอยู่ 2 ถุง

 

แม่ ลูกต่างยืนมองกันและกัน ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร แม่ก็ร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม แม่เช็ดน้ำตาไปด้วยและก็เอ่ยกับเขาว่า “เสี่ยวกัง จดหมายของลูกแม่ได้รับแล้ว อย่าโกรธพ่อกับแม่เลยนะลูก แต่มันปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ พ่อของลูก..ป่วยอยู่ แม่ต้องคอยดูแลพ่อ อีกทั้งหนทางที่ไกล” ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่นายหนึ่งได้ยกชามบะหมี่ร้อนๆมาชามหนึ่ง  “อาม่าครับ กินก่อนค่อยคุยกันนะครับ!” นางรีบลุกขึ้นยืน ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ “ไม่ได้คะ ไม่ได้!” เจ้าหน้าที่เลยยืนชามใส่มือของนาง พูดไปยิ้มไปว่า “แม่ของผมก็อายุเท่าอาม่านี่แหละ แม่จะกินบะหมี่ของลูกสักชามไม่ได้เหรอ?” นางจึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่ก้มหัวขอบคุณ แล้วก็ลงมือกินบะหมี่ชามนั้น นางคีบบะหมี่เข้าปากและซดน้ำซุปด้วยความเอร็ดอร่อย เหมือนกับไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน

เขา รอให้แม่กินบะหมี่จนเสร็จ จึงก้มลงไปดูเท้าที่ทั้งบวมทั้งแตกและมีคราบเลือดอยู่มากมาย  “แม่ เท้าของแม่ไปโดนอะไรมา? แล้วรองเท้าของแม่ละ?” ไม่รอให้แม่ตอบ เจ้าหน้าที่ก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเย็นชาว่า “แม่ของนายเดินเท้ามา รองเท้าขาดไปตั้งนานแล้ว!” “เดินเท้า!” เขาอุทานขึ้นมา จากบ้านมาถึงที่นี่ระยะทางประมาณสี่ร้อยลี้ และจะต้องข้ามภูเขามาอีกหลายลูก เขาค่อยๆก้มลงไปจับเท้าที่ไม่เป็นรูปของแม่  “แม่! ทำไมแม่ไม่นั่งรถมาละ? แล้วทำไมไม่ซื้อรองเท้าใส่?” นางรีบหดเท้าจากมือลูก แสร้งพูดขึ้นว่า “จะนั่งไปทำไม๊รถนะ ทางดีจะตาย ลูกรู้ไหม ปีนี้ที่แล้วหมู่บ้านของเราหมูตายเพราะโรคระบาดแทบจะหมดหมู่บ้าน ปีนี้ฝนก็แล้ง พืชผักปลูกกันก็ไม่ได้ผล

อีกอย่าง พ่อของลูกก็...ก็..ไม่สบาย เสียเงินรักษาไปมากโขอยู่ หากพ่อของลูกสบายดี ก็มาเยี่ยมลูกกันนานแล้ว ลูกอย่าโกรธพ่อนะ” เจ้าหน้าที่ยืนฟังอยู่ยกมือปาดน้ำตาแล้วก็ค่อยๆเดินออกไปอย่างเงียบๆ เขาก้มหน้าถามแม่ว่า  “พ่อเป็นยังไงบ้างครับ?”  รออยู่เป็นนานแม่ก็ไม่ตอบ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นแม่เอามือปาดน้ำตา “ฝุ่นมันปลิวเข้าตาแม่นะ! อ่อ พ่อของลูกใกล้หายแล้วละ พ่อฝากแม่มาบอกลูกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้ลูกแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดี ”

เวลา เยี่ยมหมดลงแล้ว เจ้าหน้าที่คนเดิมเดินเข้ามาพร้อมกับแบงค์ในมือ  “อาม่าครับ นี่เป็นเงินที่พวกผมรวมกัน แม้จะไม่มากนัก แต่ก็พอที่จะซื้อตั๋วรถกลับบ้านได้อย่างสบาย อย่าเดินเท้ากลับบ้านเลยนะครับ ไม่งั้นเสี่ยวกังจะเป็นห่วง! ”นางโบกมือปฏิเสธไปมา “ไม่ได้ๆ เสี่ยวกังอยู่ที่นี่ก็เป็นภาระของคุณๆมากพอแล้ว หากฉันเอาเงินของคุณๆมาอีก จะไม่แช่งฉันให้อายุสั้นเหรอ?” “ขอให้เห็นผมเป็นลูกคนหนึ่งได้ไหม? คนเป็นลูก ไม่อาจทำให้แม่สุขสบาย แถมทำให้พ่อแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำให้แม่ต้องเดินเท้าเปล่ามาเป็นร้อยๆลี้ หากปล่อยให้แม่เดินเท้ากลับไป ลูกยังเป็นคนอยู่อีกหรือเปล่า?” เจ้าหน้าที่กล่าวออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ เสี่ยวกังน้ำตานองหน้ามองแม่ด้วยความรู้สึกเสียใจ “แม่….!” จากนั้นก็พูดอะไรไม่ได้อีก

ณ เวลานั้น นอกอาคารมีลมพัดต้นไม้ไหวเอนเหมือนจะรู้ถึงความรู้สึกของคนข้างใน  เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งเดินเข้ามาและก็พูดขึ้นเบาๆว่า “อย่าร้องไห้ แม่มาเยี่ยมต้องดีใจถึงจะถูก ไหน ขอดูหน่อยสิว่าแม่เอาอะไรมาเยี่ยมลูกบ้าง?” เขาพูดไปพลางแก้ถุงไปพลาง จากนั้นก็เทของออกจากถุงป่านนั้น แม่ของเขาไม่ทันได้ห้ามเจ้าหน้าที่คนนั้น ของที่อยู่ในถุงป่านก็ถูกเทกองลงบนโต๊ะ ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็อ้าปากค้าง เพราะที่กองอยู่ที่โต๊ะนั้น คือหมั่นโถวและขนมแห้งๆที่แตกหักและมีรอยเหมือนหนูแทะ ทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันว่า นี่คืออาหารที่นางนำมากินในยามเดินทาง

นางกำชายเสื้อไว้แน่น พูดออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา “อากัง อย่าโกรธแม่นะลูก บ้านเราไม่มีอะไรนอกเหนือจากของพวกนี้แล้วลูก......”เขาเหมือนไม่ได้ยินสิ่ง ที่แม่พูด เพราะสายตาเพ่งมองไปที่ถุงป่านอีกไปหนึ่งที่เพิ่งถูกเทออกมา  มันคือโกศ ที่ใส่อัฐิ! “แม่! นี่มันอะไรกัน?” เขาโพล่งถามออกไป สายตาของแม่ดูตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง เอื้อมมือไปอุ้มโถไว้กับอก “มะ..ไม่..มีอะไร!”เขาคลานเข้ามาหาแม่เหมือนจะเป็นบ้า! “แม่! ผมถามว่านี่คืออะไร?” นางทรุดนั่งลงเหมือนคนหมดแรง ร่างกายเริ่มสั่นเทา “นี่คือ...พ่อของลูก! ”


“หลัง จากได้รับจดหมายจากลูก เพื่อจะเก็บเงินมาเยี่ยมลูก พ่อเค้าก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนร่างกายทรุดโทรม ก่อนตาย พ่อของลูกบอกกับแม่ว่า ยามเป็นไม่ได้มาเยี่ยมก็ขอมาเยี่ยมยามตายเถิด พ่อเจ้าให้แม่เอากระดูกมาเยี่ยมลูกด้วย!” เขาก้มหัวโขกลงกับพื้นเสียงดัง กึกๆ  “โถ..พ่อ! ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว พ่อ.........ฮื่อ.........”บัดนี้ นอกหน้าต่างมีแต่สายฝนโปรดปรายลงมา ในตัวอาคารก็มีแต่เสียงร่ำไห้ของเสี่ยวกัง..........

"บุตรทั้งหลาย จงเชื่อฟังบิดามารดาของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะนี่เป็นเรื่องถูกต้อง" (อฟ.6:1)