gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 362
Content : 861
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1830547
เรามี 31 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

217026_2047...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home Sermon/คำเทศนา * คำเทศนา "พระเจ้าหายเงียบไปไหนในยามวิกฤติ"


พระเจ้าหายเงียบไปไหน ในยามวิกฤติ


 

เมื่อไรที่ความทุกข์ยากลำบากเข้ามาในชีวิตที่เคยเป็นปรกติดี ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด จะกะทันหันหรือค่อยๆเป็นไป จะเล็กหรือใหญ่ จะน้อยหรือมาก ต่างก็ย่อมเรียกได้ว่าเกิดภาวะ “วิกฤต” ขึ้นมาในชีวิตแล้ว พจนานุกรมไทยแปลโดยรวมว่าเป็น “การแเปรเปลี่ยนจากเดิมไม่ปรกติ การอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือในระยะเวลาหรือเหตุการณ์ที่ล่อแหลมต่ออันตราย”

วิกฤตเกิดได้จากสาเหตุต่างๆมากมายในชีวิต เช่น ในบ้านหรือในครอบครัว เกิดปัญหานอกใจ เกิดความขัดแย้งทะเลาะวิวาท คิดฆ่าตัวตาย ต้องเข้าโรงพยาบาล เกิดอุบัติเหตุ เกิดเจ็บป่วยครั้งใหญ่ โยกย้ายบ้าน เปลี่ยนสถานศึกษา หย่าร้าง ติดยาเสพติด ต้องสูญเสียคนรักที่เจ็บป่วยหรือตายจากไปกะทันหัน ถูกจับติดคุก ถูกข่มขืน ถูกทำร้ายใจกาย ต้องตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำแท้ง ส่วนวิกฤตในการทำงานเช่น เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ตกงานกะทันหัน ขัดแย้งในงานทั้งภายในหรือภายนอก ถึงวัยปลดเกษียณ ต้องลาออกจากงาน หรือแม้แต่วิกฤตส่วนบุคคล เช่นวิกฤตในวัยรุ่น และวัยกลางคน วิกฤตในสัมพันธภาพกับผู้อื่น วิกฤตด้านจิตวิญญาณ หรือภัยวิกฤตที่กำลังส่อเค้าเคลือบคลานใกล้เข้ามา จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ชีวิตปรกติของท่านต้องเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย นั่นคือวิกฤตทั้งสิ้น

 

แน่นอนที่ไม่มีใครต้องการวิกฤตเลย แต่ความทุกข์ยากคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่มนุษย์ไม่มีวันจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะเมื่อมันผ่านพ้นไปแล้ว ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม หาความอภิรมย์ในชีวิตไม่ได้เลย อีกทั้งบาดแผลแห่งความสะเทือนใจก็ยังต้องเยียวยารักษาด้วยเวลา แต่คนที่มีความเชื่อศรัทธาความหวังในความรักของพระเจ้าจะได้รับการเล้าโลม ปลุกปลอบขวัญจิตใจให้ฟื้นตัวมีกำลังใจได้ใหม่อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาเช่นนั้น ท่านจะเกิดคำถามมากมาย และคำถามยอดนิยมที่สุดคือคำถามที่โทษฟ้าโทษดิน เช่น “ทำไมพระเจ้าถึง...” บางครั้งก็อยากคร่ำครวญร้องว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา” บางครั้งก็คิดเหมาเอาว่าท่านคงทำผิดอะไรบางอย่างเลยถูกลงโทษ ทั้งๆที่ไม่ใช่เลย ดังตัวอย่างในพระคัมภีร์ของชีวิตโยบผู้ที่รักพระเจ้า แม้เขามิได้ทำผิดอะไรเลย แต่ก็ยังถูกทดสอบความจงรักภักดีและความเชื่อมั่นคงในพระเจ้า

และอันที่จริงแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรที่ท่านจะรู้สึกโกรธพระเจ้า เหมือนกัน หาเป็นเรื่องผิดปกติหรือผิดบาปแต่อย่างใดไม่ เพราะพระเจ้าทรงเข้าพระทัยท่าน ด้วยหวังว่าเมื่อไรที่ท่านได้กลับมาทบทวนสถานการณ์นั้นใหม่ ท่านก็จะประจักษ์เองว่าประสบการณ์นั้นได้นำความหมายใหม่มาให้ เกิดความเข้าใจใหม่ๆในชีวิต เป็นโอกาสให้ความกล้าเข้าแทนที่ความกลัว จิตใจเติบโตมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น ความเชื่อศรัทธาก็มั่นคงขึ้น ยอมรับสิ่งต่างๆที่ไม่แน่นอนได้ง่ายขึ้น อันที่จริงคำถามหนักๆที่ท่านถามพระเจ้าไปแล้วนั้นจะเป็นประโยชน์มาก ถ้านำมาหาคำตอบใหม่ ขบวนการต่อสู้ดิ้นรนทางความคิดหาคำตอบของท่านนี้จะทำให้ท่านได้รับคำตอบที่ กลายเป็นเสาหลักแห่งชีวิตประจำตัวท่าน ช่วยผลักดันให้เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและมีความเข้มแข็งทางความเชื่อมากขึ้น เกิดความเข้าใจในธรรมชาติและสาเหตุของวิกฤตชีวิตได้มากขึ้น ความระทมทุกข์เศร้าหมองที่ถ่วงแรงใจของท่านอยู่ในปัจจุบันก็จะบรรเทาอย่าง น่าประหลาด ทั้งยังช่วยเสริมสร้างกำลังใจ เพราะเห็นปัญหาต่างๆไปในทางบวกได้หมดอย่างเหลือเชื่อ

อย่างไรก็ดี วันนี้เราต้องตั้งคำถามและหาคำตอบให้ได้ว่า “พระเจ้าหายเงียบไปไหนในยามวิกฤต” เพราะมันเป็นเวลาที่ท่านร้องคร่ำครวญร่ำไห้แทบเป็นแทบตาย อยากตะโกนถามพระเจ้าเสียงดังๆว่าพระองค์อยู่ที่ไหน ยังได้ยินเสียงท่านหรือเปล่า ยังห่วงใยท่านอยู่หรือเปล่า ทรงหายไปไหนในเวลาที่ท่านกำลังต้องการพระองค์มากที่สุด ทำไมจึงเงียบหายไปเฉยๆ ทรงมีเหตุผลอะไรที่อนุญาตให้เกิดความทุกข์ยากแบบนี้ แน่นอนที่สุด พระองค์ย่อมมีเจตนาดีต่อท่านในแบบของพระองค์เอง สังเกตดูได้จากการตอบสนองของพระองค์ ที่ไม่พลอยตื่นตระหนกตามไปกับพฤติกรรมการตีโพยตีพายใดๆของมนุษย์ทั้งสิ้น แต่เป็นฝ่ายแสดงความสงบ-เงียบ-ฟังท่านก่อน โดยตรัสผ่านพระวจนะปลอบโยนท่านว่า “จงนิ่งเสีย” (สดุดี 46:10) เพื่อจะโน้มนำให้ท่านได้สงบลงก่อน ความสงบเป็นท่าทีที่ถูกต้องบังควรของพระผู้เล้าโลม เพื่อจะได้น้อมนำให้ท่านเย็นลง และจะได้ใส่พระทัยรับฟังเสียงร่ำไห้ และฟังคำทูลขอของท่าน (สดุดี 22:24) เป็นการเปิดโอกาสให้ท่านได้ระบายความทุกข์และความรู้สึกโกรธที่กำลังพลุ่ง พล่านของท่านได้อย่างเต็มที่ หากท่านตั้งใจเทใจกับพระเจ้าจริงๆในคำอธิษฐานออกมาหมดสิ้น

ท่านจะรู้สึกสัมผัสได้ทันทีว่าพระองค์ทรงใกล้ชิด กำลังสงบฟังท่านอยู่ด้วยพระทัยห่วงใยท่าน และทรงรับรู้ทุกอณูแห่งความเจ็บปวดทุกข์ยากลำบากของท่าน ก่อนที่พระองค์จะตรัสผ่านพระวจนะต่อไปด้วยพระทัยมั่นว่า “...และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” นั่นแปลว่าพระองค์ทรงชี้คำตอบไปที่บุคลานุภาพของพระองค์เอง ว่าตัวตนขององค์พระผู้ทรงสร้างกัลปจักรวาลที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติทั้งปวง นี้เอง ได้ทรงประทับอยู่ตรงนี้กับท่านโดยตลอดก่อนที่พายุวิกฤตจะเกิดด้วยซ้ำ คำว่า พระองค์คือผู้ใด คือการผนวกฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่เข้า ไปในอัตตะตัวตนของพระองค์อย่างเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งก็น่าจะมากเกินพอแล้วที่จะทำให้ท่านรู้สึกอบอุ่นใจปลอดภัยดีขึ้น และถึงแม้ว่าพายุนี้จะผ่านไปแล้ว พระองค์ก็ยังจะคงสถิตกับท่านตามพระสัญญาตลอดไป ดังนั้นท่านต้องเปลี่ยนความคาดหวังเก่าๆที่มีต่อพระเจ้าเสียใหม่ อย่าจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์ลงว่าเป็นเพียงแค่องค์พระผู้คุ้มภัย เท่า นั้น อย่างที่คนทั่วไปประสงค์จากรูปเคารพต่างๆ แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงมีฤทธานุภาพสูงสุด ซึ่งปรารถนาจะช่วยสงบพายุภายในใจของท่านก่อน ที่จะสงบพายุภายนอก วิกฤตเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ปถุชนทั่วโลกอยู่แล้ว พระเจ้าไม่จำเป็นต้องสร้างวิกฤตให้ท่าน เพียงแต่ทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น ภายใต้การควบคุมดูความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดของพระองค์เท่านั้น

แล้วทำไมพระบิดาเจ้าถึงต้องอนุญาตให้ความทุกข์ยากลำบากต่างๆมากมายเกิดกับ ท่านซึ่งได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระองค์ คล้ายกับคำถามที่ว่า "ทำไมผู้ชอบธรรมของพระเจ้าถึงยังต้องประสบความทุกข์ยากลำบาก" บรรดาผู้มีประสบการณ์ผ่านชีวิตมามากมายแล้วจะตอบท่านได้ทันทีว่า เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว มันจะนำประสบการณ์ที่ดีมาสู่ท่าน เช่น จะได้พบกับความจริงอันเป็นสัจธรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อความ เจริญเติบโตในชีวิตที่ดีๆหลายประการดังต่อไปนี้...

  1. ทำให้เกิดสติคิดขึ้นมาได้ใหม่ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญกว่าในชีวิตท่าน จนกล้ายอมปลดปล่อยสิ่งอนิจจังที่เคยหวงแหนจากจิตใจได้ (ปัญญาจารย์ 12:1-14)
  2. เรียนรู้ที่จะยอมรับว่า ความทุกข์ยากคือ ประสบการณ์ที่ทุกคนต้องประสบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้มาตั้งแต่อดีต (ปฐมกาล 2:15-17)
  3. ความทุกข์ลำบากจะเปิดเผยว่าในใจของท่านนั้นมีอะไรอยู่ เช่นมีแต่ความขมขื่น หรือมีพระเจ้า (โยบ 42:1-17)
  4. ทำให้ท่านได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ (สัจธรรม) ของพระเจ้า ที่ได้วางไว้ให้กับท่านแล้ว (สดุดี 119:71)
  5. เป็นโอกาสที่จะท่านได้เริ่มต้นหัดทุ่มเทความไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง และอย่างเต็มที่ (โยบทั้งเล่ม 42 บท)
  6. วิกฤตช่วยเตือนใจให้ท่านรู้ว่า ความอันตรายยังคงรายล้อมท่านอยู่ (ปัญญาจารย์ 11:2)
  7. ยอมรับรู้ว่า ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากนั้น พระเจ้าต้องการร่วมทุกข์กับท่านด้วย (1เปโตร 2:21)
  8. ยามวิกฤต ท่านจะเข้าใจผู้อื่นที่อยู่ในความทุกข์มากขึ้น และพร้อมที่จะแบ่งปันกำลังใจให้กันและกัน (2 โครินธ์ 1:3-4)
  9. ยิ่ง ท่านเหนื่อยล้าอ่อนกำลังด้วยแรงต่อสู้ดิ้นรนของตัวเองลงไปมากเท่าไร ท่านก็จะยิ่งปิติยินดีเป็นล้นพ้นมากขึ้นเท่านั้น เมื่อได้รับการเสริมกำลังจากพระเจ้า (2 โครินธ์ 12:9-10)
  10. ความทุกข์ยากก่อให้เกิดความอดทน และบังเกิดเป็นพลังที่ได้จากความหวังใจที่แท้จริง (โรม 5:3-5)

"สุดปัญญาหรือสุดเอื้อมของมนุษย์เมื่อไร ก็จะถึงอ้อมกอดของพระเจ้าทันที "

แล้วทำไมพระเจ้าถึงอนุญาตให้โลกนี้ มีทั้งสุขและทุกข์เป็นของคู่กัน สุขอย่างเดียวไม่ได้หรือ คำตอบมีพบอยู่ในหนังสือพระธรรมปัญญาจารย์ 7:14 ซึ่งชี้แจงไว้อย่างชัดเจนว่า “จงสุขใจในยามดี แต่เมื่อถึงยามทุกข์ยาก ก็จงใคร่ครวญ พระเจ้าทรงบันดาลทั้งยามดีและยามร้าย มนุษย์จึงไม่สามารถรู้อะไรได้เลย เกี่ยวกับอนาคตของตน” ถ้าพระเจ้าคือผู้อนุญาตได้จริงๆ มาถึงตอนนี้แล้ว คงหนีไม่พ้นที่พระเจ้าต้องการให้ท่านรู้ให้ได้ว่า พระเจ้าคือผู้ใด ที่มีสิทธิและมีอำนาจสูงสุดที่จะบันดาลสุข และทุกข์ได้ พระคัมภีร์อันเป็นพระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยไว้แล้วว่า

  1. ทรงเป็นผู้เนรมิตสร้าง ดวงวิญญาณของท่านขึ้น .......ก่อนที่ท่านจะถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้เสียอีก (เยระมีย์ 1:5)
  2. ทรงเป็นผู้บันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไ ปได้...............แม้สิ่งร้ายก็กลายเป็นศุภผลอันดีได้ ตามประสงค์ของพระองค์ (โรม 8:28)
  3. ทรงเป็นผู้อนุญาตให้มีความยากลำบาก ......เพื่อสอนท่านให้รู้จักหันมาพักพึ่งพิงในพระองค์ (สดุดี 9:9-10)
  4. ทรงเป็นผู้ประทานกำลังให้ท่าน ...........เพื่อให้สามารถเผชิญกับการทดลองและความทุกข์ยากต่างๆได้ (1 โครินธ์ 10:13).
  5. ทรงเป็นผู้สถิตอยู่ด้วยเสมอ ............ทรงนำหน้า ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่ปล่อยให้ล้มเหลว ท่านจะไม่ขลาดกลัวเลย (เฉลยธรรมบัญญัติ 31:8)

ปรกติวิกฤตที่ผ่านเข้ามา จะคล้ายมรสุมใหญ่ที่พัดกระหน่ำเป็นขบวนทยอยเข้ามา ท่านต้องยอมให้มันพัดผ่านเข้ามา เพื่อให้มันพัดผ่านออกไป ตลอดเวลานั้นต้องรักษาใจไว้ให้นิ่งและมั่นคง ด้วยการเปิดใจยอมรับสถานการณ์นั้นด้วยความอดทน ปลุกใจให้เข้มแข็ง มีจิตมั่นคงด้วยแรงศรัทธาในอำนาจเทวธิปไตยอันสูงสุดของพระเจ้า วันๆอย่าเอาแต่ซึมเศร้าอยู่กับที่ หรือนั่งรอเวลาให้มันผ่านไปเฉยๆ จงเงยหน้าขึ้นดั่งมองหาพระองค์ แล้วรีบลุกขึ้นยืนใหม่ ด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่สูงสุดแต่องค์เดียวนี้ พร้อมแล้วที่จะช่วยเหลือท่านได้ในยามที่กำลังตกยากลำบากเช่นนี้ (สดุดี 46:1-2) และต่อไปนี้จะเป็น คำแนะนำเพื่อการปลูกฝังทัศนคติให้พร้อมรับมือวิกฤต รวมทั้งข้อปฏิบัติในขณะเกิดวิกฤตไปพร้อมๆกัน

วิธีฝึกตนให้มีความสามารถรับมือกับวิกฤตกาลต่างๆในชีวิต

1. อย่าเสียเวลาช็อคอยู่นานเกินไป คือเอาแต่ตื่นตระหนกต่อวิกฤต แต่เร่งความคิดให้ตื่นตระหนักกับสถานการณ์รอบด้านทันที เริ่มต้นโดยกล้ายอมรับความจริงให้เร็วที่สุดว่า ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไรที่มนุษย์ทุกคน (1 โครินธ์ 10:13) ต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างไม่คาดฝันได้เสมอ

2.  มีศรัทธาเชื่อมั่นในอำนาจเท วธิปไตยอันสูงสุดของพระเจ้า ผู้ทรงปกครองอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ทุกสถานการณ์ ทั่วกัลปจักรวาล (1 พงศาวดาร 29:12) ยอมรับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องบังเอิญที่อุบัติขึ้น แต่เป็นเพราะว่าพระเจ้าได้ทรงพิจารณาอนุญาตแล้ว

3.  ตั้งคำถามและหาคำตอบอย่างตรงไปตรงมาให้ได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง จนสามารถระบุปัญหาได้เป็นหัวข้อแต่ละข้อแยกกันอย่างชัดเจน (สดุดี 26:2) เพื่อยุติความงุนงงสับสน สมองจะได้เคลียเพื่อคิดหาทางออก อดีตแก้ไขไม่ได้ก็จริง แต่ความผิดพลาดในอดีตจะกลับเป็นศุภผลอันดีได้ ถ้าทำให้มันกลายเป็นบทเรียนที่ดี

4.  เร่งกระชับสัมพันธภาพให้ติดสนิทมั่นคงแข็งแกร่งกับพระเจ้า พร้อม กับไม่คิดดื้อที่จะปฏิเสธความจริงที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อจะมีใจกล้าปรับเปลี่ยนตัวเองให้เหมาะสมไปตามธรรมชาติของสถานะการณ์ (ฟีลิปปี 4:12-14) ดั่งสนต้องลม ที่ยอมปรับต้วโอนอ่อนผ่อนกิ่งใบลู่ไปตามกระแสแรงลมแห่งพายุ มันจึงสามารถดีดกลับมาตั้งตรงอยู่รอดปลอดภัยใหม่อยู่เสมอ ด้วยเพราะมีระบบรากที่ได้ยึดมั่นคงแข็งแกร่งไว้แล้วกับแผ่นดิน

5.  กล้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงทุกกรณี แต่ ไม่จำเป็นต้องยอมเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลงไปทุกเรื่อง ซึ่งท่านทำได้โดยรีบชิงเป็นตัวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองไปเลย เพื่อจะมีโอกาสได้คุมบังเหียนทางเลือกและกำหนดปลายวิถีด้วยตัวท่านเอง (ปัญญาจารย์ 8:1)

6. ตัดสินใจเลิกมองเห็นว่าตนเองอยู่ในสภาพเสียหายย่ำแย่ แต่กลับเห็นว่าตนเองเป็นคนมีความเชื่อศรัทธา และมีความกล้าหาญพร้อมผจญกับทุกสิ่ง (ฟีลิปปี 4:13) เพราะทันทีที่ท่านลุกขึ้นมา ท่านจะได้รับการเสริมกำลังใหม่จากพระเจ้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าทวีคูณ

7.  ไม่รีรอ ที่จะโน้มตัวไปข้างหน้า เพื่อแสวงหาความเติบโตในชีวิตใหม่ (ฟีลิปปี 3:12) บากบั่นมุ่งเดินหน้าต่อไป

8.  เลิกก้มมองแต่ความทุกข์ แต่หันไปสนใจกับสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตในปัจจุบัน (มัทธิว 6:25-34) เปลี่ยนโฟกัสไปที่พระเจ้า คือมองให้สูง เพื่อจะได้มองให้ไกล ไม่ใช่เอาแต่มองต่ำเห็นแต่ความทุกข์อยู่อีกต่อไป

9. อย่านอนกอดกับความสิ้นหวัง สลัดมันออกด้วยการลุกขึ้นไปให้กำลังใจผู้อื่น (2 โครินธ์ 1:4) ด้วยความหนุนใจที่ท่านได้รับมาจากพระเจ้าแล้ว จงเอาไปแบ่งปันคนอื่นด้วย

10.  อธิษฐานขอให้พระเจ้ามีความปิติยินดีในตัวท่าน (สดุดี 37:4-5) แล้วพระองค์สัญญาว่าจะช่วยท่าน และจะทำตามความปรารถนาของท่าน

สรุปบทเรียนจากพระเจ้า ในยามวิกฤตของมนุษย์

ยามท่านสบายดี ท่านก็มักจะยุ่งวุ่นวายกับเรื่องตัวเองในชีวิตประจำวันเท่านั้น โดยไม่สังเกตว่าพระเจ้าจะอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ในยามวิกฤตตกระกำลำบาก ท่านจะกลับคิดถึงพระเจ้าขึ้นมาทันที และตัดพ้อต่อว่าพระองค์ว่าทรงหายเงียบไปไหน ทำไมถึงหาไม่พบ ทำไมถึงกลับรู้สึกว่าพระองค์ไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว ไม่แคร์ท่านแล้ว เกิดความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวลำพังแต่ผู้เดียวอย่างฉับพลัน เป็นความรู้สึกอย่างกระทันหันว่าท่านได้สูญเสียพระองค์ไปแล้ว เริ่มคิดถึงและโหหาพระองค์ ตรงนี้เองที่ท่านจะเริ่มตื่นตัวรีบหันกลับมาอธิษฐานใคร่ครวญคิดถึงพระเจ้า อีกครั้งอย่างแท้จริง ประสบการณ์ใหม่จะบังเกิดขึ้น คือจะพบว่า แท้จริงแล้ว พระองค์มิได้ทรงอยู่ไกลที่ไหนเลย แต่ทรงอยู่ที่นี่ และสถิตอยู่ใกล้ๆท่าน กำลังโอบกอดท่านอยู่ไว้กับพระทรวงของพระองค์ บทกวีชื่อ “รอยเท้าบนผืนทราย” ของแมรีย์ สตีเวนสันได้รำพึงรำพันถึงชายผู้หนึ่งที่หันกลับไปมองดูเส้นทางชีวิตชองเขา ที่ผ่านมาด้วยความสงสัยวุ่นวายใจ จึงเอ่ยปากทวงถามพระสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้เมื่อเขาตัดสินเชื่อพระองค์ ว่าพระองค์จะดำเนินเคียงข้างกับเขาเสมอมิใช่หรือ แต่จำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยได้ตกระกำลำบากในชีวิตเป็นอย่างมาก เขาจึงชี้ไปที่หลักฐานบนผืนทราย แล้วถามว่าทำไมถึงเหลือเพียงรอยเท้าเดียวในช่วงเวลานั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงทอดทิ้งเขาไปในเวลาที่เขากำลังต้องการพระองค์มาก ที่สุด พระองค์จึงกระซิบตอบว่า “ลูกเอ๋ย เรารักเจ้า เราไม่เคยและจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าเลย ยามเจ้าบาดเจ็บและหมดเรี่ยวแรง เจ้าจึงเห็นแค่รอยเท้าเดียว นั่นเพราะเราได้อุ้มตัวเจ้าไว้นั่นเอง”

น้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุด ย่อมทำให้ท่านมองไม่เห็นอะไรเลย แต่เมื่อไรที่ท่านทำให้น้ำตาแห้งลง ท่านจะเห็นว่าแท้จริงพระผู้ประเสริฐสถิตอยู่ใกล้ๆนี่เอง หรือเมื่อไรที่ท่านหยุดร้องคร่ำครวญโวยวายแล้วสงบลง ท่านจะกลับได้ยินพระสุรเสียงกระซิบใกล้ๆว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” อันที่จริงพระเจ้าทรงมีฤทธิ์เดชสามารถประทานทุกสิ่งตามที่ท่านขอเมื่อไรก็ได้ แต่พระเจ้าทรงกลับมีพระทัยอย่างแรงกล้ามากกว่าที่จะให้ท่านได้รับ "ประสบการณ์แห่งการทรงสถิตอยู่ด้วย” นั่นคือประสบการณ์ที่ได้อยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระองค์ เป็นความปรารถนาอันสูงสุดของพระองค์ที่อยากให้ท่านได้ตระหนักว่า แท้จริงพระองค์กำลังอยู่ตรงหน้านี่เอง

เวลาเดียวที่ครูผู้พร่ำสอนสั่งสอนจะปิดปากสนิทคือในเวลาคุมสอบฉันใด ทุกอย่างระหว่างพระเจ้ากับท่านก็เช่นกันฉันนั้น เพราะฉะนั้นวันใดที่ท่านบังเกิดความเข้าใจในพระประสงค์ที่แท้จริงของพระเจ้า ท่ามกลางวิกฤตนี้ได้ใหม่ วันนั้น ความขมขื่นจะพลิกผันกลับกลายเป็นความสดชื่นใหม่ขึ้นมาทันที ท่านจะเกิดแรงบันดาลใจและพลังฝ่ายจิตวิญญาณใหม่ที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีมา ก่อน ดั่งความมืดมิดทั้งปวงที่พลันสลายเมื่อฟ้าสาง แล้ววิกฤตการร้ายก็จะพลันคลี่คลายมลายสิ้น เพราะบัดนี้ท่านจะได้ดีดตัวกลับลุกขึ้นมาใหม่ ด้วยกำลังแรงใหม่ที่เข้มแข็งยิ่งกว่าก่อนอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วแน่นอน ชีวิตของท่านจะกลับพลันสว่างสดใสทันที ดั่งฟ้าหลังฝนก็ไม่ปาน สรรเสริญพระเจ้า!