gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 361
Content : 852
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1777150
เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

205767_2047...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home Story/บทความ * บทความ "งานนี้ไม่ต้องมี(ใบ)ปริญญาเอก

ใบประกาศนียบัตร หรือ ปริญญาบัตร (ระดับไหนก็ตาม)
มิใช่เครื่องค้ำประกันว่า
ผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิต หรือ
ในการประกอบอาชีพการงาน หรือ
เป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานอาชีพ และ
งานรับใช้ในชีวิตของคริสต์ชน

นนี้ไม่ต้องมี(ใบ)ปริญญาเอก!

อ่านกิจการ 4:13-17

      มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรม

ที่ตนกระทำเกี่ยวกับ “ธุรกิจปริญญาบัตร” กับพวกที่คิดว่าชีวิตนี้

สำคัญเมื่อมีใบ “ปริญญา” ค้ำชีวิต   คนทั้งสองพวกนี้  ใจลึกๆ

ต้องการสร้างคุณค่า ความสำคัญ และผลประโยชน์เพื่อตนเอง  

โดยการหลอกตนเองและลวงคนอื่น   หลอกตนเองว่าปริญญาคือ

เครื่องค้ำประกันความสำคัญในชีวิตของตนเองตามกระแสสังคม

ประโยชน์ส่วนตนนิยม   เพื่อนำไป “เกทับ” คนอื่น   นำไปเป็น “บันได”

ไต่สู่ตำแหน่งในสังคมชุมชนของตน   นำมาเป็น “หน้าตา” ของตนเอง

ในสังคม  เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล   คนกลุ่มนี้มักหลงผิดคิดพลาดว่า

“สถานภาพ  ตำแหน่ง  ปริญญา” คือสิ่งที่ส่งเสริมมาคู่กับการเป็น “ผู้นำ”  

แต่การเป็นผู้นำเพราะมีตำแหน่ง หรือ มี(ใบ)ปริญญาค้ำบารมี  

นั่นเป็นเพียงบันไดขั้นแรกของการเป็นผู้นำ   เป็นผู้นำระดับเตรียมอนุบาล  

หรือตามภาษาวัยรุ่นปัจจุบันว่า ผู้นำแบบ “เบเบ หรือ ชิวชิว” ครับ

“เมื่อพวกเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น  และรู้ว่าท่านทั้งสองขาด

การศึกษาและเป็นคนสามัญก็อัศจรรย์ใจ   แล้วจำได้ว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” 

(กิจการ 4:13 ฉบับมาตรฐาน)

     ใบประกาศนียบัตร หรือ ปริญญาบัตร (ระดับไหนก็ตาม) มิใช่เครื่องค้ำ

ประกันว่า ผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิต หรือ ในการประกอบอาชีพ

การงาน   หรือเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานอาชีพและงานรับใช้ในชีวิต

ของคริสต์ชน เมื่อคนทั้งหลายเห็นชีวิตและการทำงานรับใช้ของเปโตร

และ ยอห์น   สิ่งแรกที่ทำให้คนทั้งหลายต้องแปลกใจคือทั้งสอง

“ขาดการศึกษา” (อันนี้ไม่ต้องไปพูดว่ามีใบปริญญาหรือไม่ หรือได้ใบ

ปริญญามาอย่างไร  เป็นปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัย “ห้องแถว”

หรือเปล่า)   คนทั้งหลายรู้ว่า ทั้งสองเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ  

มิได้มีตำแหน่งสำคัญอะไรเลย   แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งหลายในกรุง

เยรูซาเล็มถึงบางอ้อคือ   เขาระลึกได้ว่า “ทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซูคริสต์

มาก่อน”   ทั้งสองเคยใช้ชีวิตกับพระเยซูคริสต์ และพระองค์ได้เสริมสร้าง

ฝึกฝน และเปลี่ยนแปลงชีวิตของทั้งสองใหม่ 

ให้เป็นชีวิตใหม่ในพระคริสต์  

    ชีวิตใหม่ในพระคริสต์จะสร้างความแปลกประหลาดอัศจรรย์ใจแก่ผู้คน

ที่พบเห็นครับ! มิใช่เพียงแค่นี้เท่านั้นครับ   พระกิตติคุณของพระเยซู

คริสต์ได้แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเยรูซาเล็ม 

และได้นำผู้คนจำนวนนับพันมารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ด้วย

การประกาศพระวจนะของพระเจ้าก็เจริญขึ้น  และจำนวนสาวกก็เพิ่มขึ้น

อย่างมากในกรุงเยรูซาเล็ม  และปุโรหิตจำนวนมากก็มาเชื่อถือ”

(กิจการ 6:7 ฉบับมาตรฐาน)

     “กรุงเยรูซาเล็ม” ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงด้วยงานการรับใช้

ตามพระประสงค์ของพระเจ้าจากพวกสากของพระคริสต์  

ที่เป็นปุถุชนคนสามัญธรรมดาอย่างเราท่าน   พวกเขาบ้างเป็น

ชาวประมง  คนเก็บภาษี เกษตรกร  งานช่าง และ ฯลฯ  

ที่สำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่ที่พวกเขามีอาชีพอะไร  มีการศึกษาแค่ไหน  

แต่อยู่ที่สาวกแต่ละคนมุ่งมั่นตั้งใจอุทิศชีวิตถวายตัวแด่พระคริสต์

ด้วยความกล้าหาญกล้าเสี่ยงต่างหาก   (พวกเขามิได้มัวแต่ไป

กราบไหว้รูปเคารพในรูปแบบต่างๆเช่น  ตำแหน่ง  ปริญญา 

ฐานะในสังคม  เงินทอง  หรือการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจาก

งานพันธกิจที่รับผิดชอบ   หรือใช้ความเก่งกาจทางวาทศิลป์

ในการแสวงหาสิ่งที่ตนปรารถนา) 

     ตรงกันข้าม   สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้นต่างจาก

สถานการณ์ในคริสตจักรของเราในปัจจุบันคือ   ผู้เชื่อใหม่ใน

กรุงเยรูซาเล็มได้ขายทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนเพื่อนำมาจุนเจือ

ช่วยเหลือคนที่มีความจำเป็นต้องการ (กิจการ 2:45)  

แม่หม้ายในกรุงเยรูซาเล็มเวลานั้นได้รับการเอาใจใส่ดูแลจาก

สาวกและผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์   พวกเขาไม่ถูกละเลยทอดทิ้งต่อไป  

 พวกเขาได้รับการแบ่งปันอาหารสิ่งจำเป็นเป็นประจำทุกวัน

(กิจการ 6:1)

     บริเวณเฉลียงซาโลมอนของพระมหาวิหารเยรูซาเล็มกลายเป็นที่

นมัสการพระเจ้าของผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ในสมัยเริ่มแรก

(กิจการ 5:12-14)   แม้ว่าผู้คนรอบข้างจะกล้าๆกลัวๆที่จะเข้ามา

ร่วมในการนมัสการกับพวกที่เชื่อก็ตาม   สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ

 “ประชาชนเคารพพวกเขามาก”   แต่ในที่สุดก็มีผู้คนมาเชื่อและ

เข้ามาเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์มากขึ้นกว่าเดิม   บริเวณเฉลียง 

บนทางเดินกลายเป็นพื้นที่ที่พวกสาวกใช้ในการประกาศพระกิตติคุณ

ของพระเยซูคริสต์   เป็นพื้นที่ในการวางมือรักษาโรคแก่บรรดา

ผู้เจ็บป่วย   ข่าวแพร่สะพัด คนที่อยู่นอกเมืองเยรูซาเล็มก็เข้ามาร่วม 

และพาคนเจ็บป่วย  คนผีเข้ามารับการรักษาจากสาวก (ข้อ 15-16)

กรุงเยรูซาเล็มที่ครั้งหนึ่งพระคริสต์ทอดพระเนตรกรุงนี้ด้วยความ

สงสารและต้องหลั่งน้ำตาเพื่อกรุงนี้   แต่ ณ วันนี้ถูกพลิกฟื้น

เปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นกรุงแห่งความชื่นชมยินดีของบรรดา

คนยากคนจน คนธรรมดา  คนเจ็บป่วย  และคนผีเข้า (ลูกา 19:41)

     การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเพราะมีเพียงคนบางคนเรียนรู้

ตระหนักชัดถึงการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์   พวกเขาไม่ใช่

นักวิชาการ   ไม่ใช่นักตีความพระคัมภีร์หรือธรรมบัญญัติ  

พวกเขาไม่ใช่พระ ปุโรหิต  ศาสนาจารย์ หรือ ศิษยาภิบาล  

พวกเขาเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่มีชีวิตและประกอบอาชีพตาม

ความสามารถและของประทานจากพระเจ้าอย่างเราท่าน  

 แต่ที่สำคัญคือแต่ละคนในพวกนี้มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์

ในชีวิตประจำวัน   และที่สำคัญที่สุดคือ   คนเหล่านี้มี

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ในชีวิตของตน   เขาคิด 

เขาตัดสินใจ  และเขากระทำ ดำเนินชีวิตตามอย่างพระคริสต์

ตามพระประสงค์ของพระองค์  

     เขามีชีวิตและทำงานประจำวันเพื่อพระคริสต์!

ให้เรามีชีวิตในวันนี้ด้วยความชื่นชมยินดีในการรับใช้พระคริสต์  

ท่ามกลางชีวิต การงานและอาชีพที่เราทำ

 ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

e-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

081-289 4499

ถ้าท่านสนใจข้อเขียน/บทใคร่ครวญก่อนหน้านี้อ่านได้ที่  http://prasitemmaus.blogspot.com/