gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 361
Content : 852
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1777162
เรามี 26 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

225537_2106...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home Story/บทความ บทความ ประวัติวันวาเลนไทน์


ประวัติวันวาเลนไทน์(Valentine)
โดย อจ.ปัทมโรจน์

 

Eros (เอรอส) (ἔρως) : ความรักระหว่างเพศ หรือความใคร่ รักแบบรักใคร่
แบบผู้ชายรักผู้หญิง ต้องการมี Sex รักแบบนี้คือรักแบบสามีภรรยา แต่ Eros ไม่ได้หมายความถึงทางกายอย่างเดียว หมายถึงจิตใจด้วย แต่เป็นจิตใจเชิงโลกีย์ อันที่จริงความรักแบบนี้ไม่ได้เรียกว่า Love (รัก) แต่เรียกว่า Lust (ใคร่)ที่กล่าวมานั้น เป็นรัก แบบ ต้องการจะได้ ครับ เป็นรักทั่วๆไป แต่รักแบบสุดท้ายนั้น คำนี้ใช้ให้จำกัดความ เช่น ภาพยนตร์แนว Erotic เป็นหนังที่เกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆ

 

เมื่อ พูดถึงคำว่า "รัก" ในภาษาไทย อาจจะมีความจำกัด เพราะใช้คำว่า "รัก" เป็นคำเดียวแต่มีความหมายหลายแบบ สำหรับในภาษากรีกซึ่งเป็นรากศัพท์ของภาษาอังกฤษจะใช้คำที่แตกต่างกัน ในระดับต่างๆ ในดีกรีความรักที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

Eros (ἔρως) = ความรักระหว่างเพศ หรือความใคร่
Philia(φιλία)= ความรักฉันสามีภรรยาหรือเพื่อน รักใคร่ผูกพัน
Storgē(στοργή)= ความรักแบบครอบครัว ญาติมิตร
Agape (ἀγάπη) = ความรักที่มาจากพระเจ้า หรือรักแบบไม่มีข้อจำกัด


 

Philia(ฟิเลีย)(φιλία):ความรักฉันสามีภรรยาหรือเพื่อน รักใคร่ผูกพัน

ความรักที่ต้องการที่จะได้ เช่น เพื่อน ฉันรักคุณ ถ้าคุณรักฉัน ชาย-ชาย หญิง-หญิง ก็ได้เป็นความรักบนพื้นฐานตั้งบนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน

คำนี้ใช้เป็นคำประสม เช่น คำว่า Philosophy แปลว่า ปรัชญา คือการรักในการศึกษาหาความรู้ ภาษาอังกฤษ คำว่า Philosophy ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ
Philos(φιλία) ( loving or dear ) แปลว่า ความรัก, ความเลื่อมใส, ความสนใจ
Sophia (Σοφíα) ( wisdom or knowledge) แปลว่า ปัญญา, ความรู้, วิชาการ
ซึ่งรวมความทั้ง 2 คำแล้ว ได้ความหมายว่า ความรักในปัญญา, ความรักในความรู้, ความรักในวิชาการ

 

Storgē(สเตอร์เก้)(στοργή)= ความรักแบบครอบครัว ญาติมิตร

รักแบบต้องการที่จะรัก หรือรักโดยสัญชาตญาณ หรือรักเพราะว่าต้องรักเช่นแม่รักลูก


Agape (
อากาเป้)(γάπη)= ความรักที่มาจากพระเจ้า หรือรักแบบไม่มีข้อจำกัด
คือรัก แบบที่ต้องการจะให้ คือการที่ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น นอกจากเห็นคนที่เรารัก มีความสุข อันนี้เรียกว่ารักอย่างแท้จริง (กล่าวว่า) เป็นรักของพระเจ้าเป็นรักที่บริสุทธิ์

1ยอห์น 4:8 ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก
1
ยอห์น 4:16 ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงรู้ และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น

(สำหรับคริสเตียนเน้น เน้นเรื่องนี้มาก จึงได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรักนั่นเองครับ รักพระเจ้าสุดใจ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง)


ความแตกต่างในคำว่า
"รัก"

เราเห็นตัวอย่างเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ (ยน.21:15-17)พระเยซูถามเปโตรว่าเจ้ารักเราหรือ แล้วเปโตรตอบว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์" ในคำที่เปโตรใช้คือ คำว่า ฟิเลโอ (Philios) แต่พระเยซูต้องการรักแบบพระองค์ คือ อากาเป้ (Agape) ความรักที่มาจากพระเจ้า หรือรักแบบไม่มีข้อจำกัดเมื่อรักพระองค์ ก็จงเลี้ยงดูฝูงแกะของพระองค์

ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักแบบหัวใจพระบิดา ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเงื่อนเวลา ไม่ต้องจ่ายราคาไม่ต้องทำสิ่งใดให้พระองค์ ความรักของพระองค์ไม่สูญสิ้น ทรงรักเราอย่างที่เราเป็นไม่ใช่ในสิ่งที่เราทำ

เพราะพระองค์ทรงเป็นบิดา และเราเป็นบุตรของพระองค์


มัทธิว
7:9-12
9
ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง

10
หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
11
เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์

เราอาจจะใช้เวลาพูดคำว่า"รัก" ได้ในไม่กี่วินาที แต่เราต้องพิสูจน์คำว่า "รัก" ตลอดชีวิตของเรา

หากเราบอกว่า เรารักพระเจ้า เราก็ต้องเลี้ยงดูฝูงแกะของพระองค์

 

 (ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://www.lovercorner.com/valentine.html)

14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก เป็นวันที่หลายคนรอคอย หรือเป็นวันที่มีความหมายวันหนึ่งสำหรับคู่รักทั่วโลก ประวัติวันวาเลนไทน์ วันวาเลนไทน์ มีประวัติอย่างไร มาดูกัน

วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ

วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เรื่องของ วันวาเลนไทน์ นี้ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ณ กรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ในยุคของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) โดยที่จักรพรรดิพระองค์นี้ มีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เขาได้สั่งให้ชาวโรมันทุกคน สักการะนับถือพระเจ้า 12 องค์ โดยผู้ที่ขัดขืนคำสั่งจะถูกทำโทษ รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกคริสเตียนด้วย

หลายครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วม ในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม


ถึงกระนั้นก็ตาม " วาเลนไทน์ " ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆด้วย

นักบุณวาเลนตินุส (Valentinus) - valentine มีความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระคริสต์มาก เขาได้กล่าวไว้ว่า
"แม้กระทั่งความตายก็ไม่สามารถ เปลี่ยนความคิดของเขาได้ เขาจึงได้ถูกขังคุก"

ช่วงอาทิตย์สุดท้ายในชีวิตของเขานั้น ได้มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ขณะที่เขาถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ขอให้วาเลนตินุส สอนลูกสาวเขาซึ่งตาบอดด้วย จูเลียเป็นคนสวยแต่น่าเสียดายที่เธอตาบอดตั้งแต่แรกเกิด วาเลนตินุสได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สอนเลข และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง จูเลีย สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ โดยคำบอกเล่าของ วาเลนตินุส เธอเชื่อใจเขาและเธอมีความสุขมากเมื่ออยู่กับเขา

วันหนึ่งจูเลียถามวาเลนตินุสว่า ถ้าเราอธิษฐาน พระผู้เป็นเจ้าจะได้ยินเราไหม
เขาตอบ พระองค์เจ้า จะได้ยินเราแน่นอน ท่านได้ยินเราทุกคน
จูเลียกล่าว ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าอธิษฐานขออะไรทุก ๆ เช้า ทุก ๆ เย็น....ข้าหวังว่า ข้าจะได้มองเห็นโลก เห็น ทุก ๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง
วาเลนตินุสจึงบอก พระเจ้ามอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่นในพระองค์ท่าน เท่านั้นเอง จูเลีย ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า จึงได้คุกเข่า กุมมือ อธิษฐานพร้อมกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น จูเลียค่อย ๆ ลืมตา พระเจ้า.....เธอมองเห็นแล้ว!!!!!
เขาและเธอจึงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้า และเรื่องมหัศจรรย์เรื่องนี้ ได้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร


ในคืนก่อนที่วาเลนตินุสจะสิ้นชีวิต โดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า - From Your Valentine

เขาสิ้นชีพในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้น ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินุส แต่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และมิตรภาพอันสวยงาม