gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 362
Content : 870
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1856059
เรามี 64 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

217026_2047...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home ข้อคิด เรื่องสั้น เรื่องสั้น ทัศนคติบอด


ขอบคุณ ศจ.อมร สารสมุทร
ผอ.หน่วยงานเผยแพร่พระกิตติคุณ สภาฯ
ส่งบทความเรื่องนี้มาให้

  ทัศนคติบอด
ชนะโทรไปบริษัทนี้ เป็นหนที่สองในรอบสัปดาห์นี้
บริษัทนี้เป็นลูกค้ารายใหม่ที่เขากำลังติดตามเรื่องอยู่
เสียงของโอเปอร์เรเตอร์ซึ่งรับสายด้วยเสียงที่เป็นมิตร และอ่อนโยนกล่าวว่า
 ' สวัสดีคะบริษัทเอบีซีอิงค์ ยินดีต้อนรับคะ '
คุณชนะกล่าวว่า ' ผมขอเรียนสายกับคุณสมจิต
ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หน่อยครับ '
โอเปอร์เรเตอร์กล่าวทักขึ้นมาว่า ' นั่นคุณชนะใช่ไหมคะ ' ชนะรู้สึกแปลกใจความสามารถในการจดจำเสียงของพนักงานคนนี้ได้ เขากล่าวตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความประทับใจ  ' ใช่แล้วครับ ขอบคุณที่จำได้ครับ '
เธอกล่าวว่า ' ยินดีคะ ดิฉันจะโอนสายให้นะคะ '

หลังจากที่ชนะสนทนาเรื่องงานกับสมจิตจบ ชนะจึงถามสมจิตขึ้นมาว่า ' คุณสมจิต ผมขอชม พนักงานรับโทรศัพท์ของคุณหน่อยครับ เธอเก่งจริงๆเลยที่จำเสียงผมได้ เป็นการให้บริการ ที่เกินความคาดหวังของผมจริงๆเลยครับ ผมเองไม่ได้เป็นลูกค้าประจำ และก็ไม่ได้โทรมาบ่อยๆ ขนาดที่เธอจะจำเสียงผมได้ด้วย
เธอมีเคล็ดลับอะไรครับ '
สมจิตพูดว่า ' เธอชื่อเรณูคะ เธอได้รับคำชมอย่างนี้บ่อยๆ หากคุณฟังเรื่องของเธอมากขึ้นกว่านี้คุณจะยิ่งประทับใจ สนใจฟังไหมละคะ ' ชนะรีบกล่าวตอบด้วยความกระตือรือร้นว่า ' สนใจสิครับ ช่วยกรุณาเล่าให้ฟังหน่อยครับ '


สมจิตเริ่มต้นเล่าอย่างอารมณ์ดี ' คุณเรณู เธอตาบอดคะ
เธอจึงต้องอาศัยการฟังเพียงอย่างเดียว
ทำให้! เธอสามารถจดจำชื่อคนได้ดี
เธออาศัยอยู่ที่สมุทรปราการและมาทำงานที่ออฟฟิศนี่
ซึ่งอยู่แถวดอนเมือง ซึ่งถือว่าไกลมากโดยเฉพาะสำหรับเธอ
ซึ่งต้องเดินทางโดยรถเมล์เหมือนคนปกติ

ส่วนใหญ่ก็จะมีคนตาดีอย่างพวกเรา ที่คอยช่วยดูสายรถเมล์
และส่งเธอขึ้นรถ เธอไม่เคยมาสายเลย
และก็ไม่เคยเรียกร้องขอ รถรับส่งแต่อย่างใด
ไม่เหมือนพนักงานปกติของพวกเราหลายคน  
ตอนที่เราย้ายสำนักงานจากในเมือง ต้องขอรถรับส่งให้ด้วย
แถมหลายๆคนที่มีรถส่วนตัว ก็ยังมาทำงานสาย
พร้อมกับเหตุผลสารพัด คิดแล้วอายแทนคนตาดีเลยคะ '

 เธอหยุดเว้นจังหวะสักครู่ ก่อนจะเล่าต่อว่า '
คุณเรณูมีทัศนคติที่ดีมากๆกับงานของเธอ เธอเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่า
สำหรับเธอแล้ว การรับโทรศัพท์ไม่ใช่งาน แต่มันคือชีวิต    

เงินเดือนที่บริษัทให้กับเธอ ทำให้เธอสามารถเลี้ยงตัวเอง
และครอบครัวได้อย่างดี นอกจากนี้ เธอยังมีเงินเหลือกว่าครึ่งสะสมไว้อีก
ที่จริงแล้วเพื่อนคนตาดีหลายคนเคยหยิบยืมจากเธอในยามฉุกเฉิน
คุณเรณูกล่าวว่า บริษัทเรา เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า
และสังคมมอบโอกาสให้เธอได้พิสูจน์ว่าเธอมีคุณค่า
และสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคมได้    
เธอบอกว่า เธอพยายามทำงานของเธออย่างสุดความสามารถ
ซึ่งรวมทั้งพยายามจำชื่อของผู้ที่โทรเข้ามาด้วย

เธอบอกว่า ทุกคืนก่อนเข้านอน เธออยากรีบนอนไวๆ
เพื่อจะได้รีบตื่นขึ้นมาทำงาน เธออดใจรอจะมาทำงานไม่ไหว
แหมอย่าหาว่าดิฉันบ่นเลยคะ แต่พวกตาดีๆอย่างพวกเรากลับภาวนา
ให้ถึงวันหยุดเร็วๆเสียนี่กระไร ' สมจิตจบเรื่องด้วยเสียงหัวเราะเบาๆอย่างคนอารมณ์ดี

เมื่อชนะมาเล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟังในรถระหว่างที่เราเดินทางไปพบลูกค้าที่นวนคร
ผมจึงเสริมความเห็นของผมไปว่า ' เราน่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คนที่มาเข้าอบรม
กับเราฟังบ้างนะ บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคนบ่น ว่างานหนัก
หรือไม่ก็ปัญหาเรื่องงานมีมาก  สิ่งที่คุณเรณูมีแตกต่างกับเรา
ไม่ใช่ว่าเธอตาบอดหรอกครับ
ความจริงพวกเราต่างหากที่บอด เราทัศนคติบอดไงละ

เราได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมาย จากนายจ้างจนเคยชิน
กระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น ยิ่งนานวัน เรายิ่งเรียกร้องมากขึ้น
โดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้ ในขณะที่คุณเรณูกลับมองแตกต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง บางคนเบื่องานจนอยากลาออกไปอยู่กับบ้านเฉยๆ


  มัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Dr. Denis Waitley ผู้แต่งหนังสือขายดีชื่อ
 'The psychology of winning' เขายก รายงานวิจัยในอเมริกาที่บอกว่า
ผู้เกษียณอายุออกจากงานไป โดยไม่มีภาระกิจอะไรทำ
มีอายุเฉลี่ยเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น พวกเขาตายเพราะความรู้สึก
ด้อยคุณค่า หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า เฉาตายนั่นเองครับ  


เราบางคนมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก

ในขณะที่คนจำนวนมาก ไม่มีโอกาสอย่างนั้น

อย่างไรก็ตามเรามีสิทธิที่จะเปลี่ยนมุมมอง


โดยหันมารักและหลงไหลในสิ่งที่เราทำได้

โดยไม่ต้องรอให้ตาบอดแบบคุณเรณูก็ได้ '