gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 362
Content : 862
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1833306
เรามี 79 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

230315_2106...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home วีดีโอคลิปต่างๆ / VDO.Clip คำพยานชีวิต ทูน หิรัญทรัพย์

Image

 

 

 

 

 

 

 

 

ทูน หิรัญทรัพย์ / ดารานักแสดงคริสเตียน
ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1965 หรือในปี พ.ศ. 2508 ผมมีอายุได้ 10 ขวบ เป็นลูกชายคนเดียว ในพี่น้องทั้งหมด 3 คนของครอบครัว ผมเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวาร่าเริงและปฏิเสธไม่ได้ถึงความรัก ในด้านกีฬาหลายๆชนิด ที่โรงเรียนผมไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งหรือเรียนดี เพียงแค่อยู่ในระดับ ปานกลาง แต่ผมก็มีเพื่อนมากมายและนั่นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับผม

และแล้วได้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปรียงเสมือนฝันร้าย ผมไม่สบายเป็นเวลาสามคืนด้วยกัน โดยมีไข้สูงถึง 103 - 105 องศาฟาเรนไฮด์ และมีอาการอย่างอื่นตามมา เช่น อาเจียนหนักและปัสสาวะออกมาเป็นเลือดในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น แต่ในช่วงกลางวันก็เป็นปกติ ในคืนที่สี่ ขณะที่ผมกำลังเดินไปที่ห้องน้ำพร้อมกับเปิดไฟ ผมก็หมดสติ ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมรู้สึกว่าผมล้มลงไปอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดเสียงดังขนาดปลุกใคร บางคนให้ตื่นขึ้นมาแล้วเขาก็นำผมส่ง โรงพยาบาลและผมก็ไม่ฟื้นอีกเลยจนระยะเวลาผ่านไปเกือบเดือน

อาการป่วยของผมไม่ได้เกิดจากความเจ็บป่วยธรรมดา มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ได้ยินมาว่ามีเด็กๆอีกมากมายที่เกิดและได้รับเชื้อ โรคระบาดชนิดนี้จนไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าหนึ่งอาทิตย์ โรคระบาดที่ผมได้กล่าวถึงนี้เป็นโรคใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบทางการแพทย์โลกและ การแพทย์ในประเทศไทยในขณะนั้น มันเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "โรคไข้เลือดออก" มันระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ดังฟ้าผ่า หมอต้องเปิดตำราการแพทย์หลายพันหน้าเพื่อหาทางที่จะเยียวยารักษาและหายาที่จะสามารถต่อต้านพิษนี้ แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะช่วยชีวิตของเด็กๆอีก หลายคนได้

ตลอดเวลาที่ผ่านไป แพทย์ต่างพยายามที่จะหาทางรักษาทุกวีถีทางที่จะเป็นไปได้ และหา ยารักษาที่จะเกิดประโยชน์โดยไม่ลืมการบริจาคเลือด ในความพยายามที่จะช่วยชีวิตคนเป็นจำนวนมากที่จะเป็นไปได้ แต่เวลานั้นมันก็ไม่ทันเสียแล้ว...เพราะคนได้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เป็นจำนวนมาก สำหรับในกรณีของผมนั้น มันเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะหาผู้บริจาคเลือดที่มีกรุ๊ป เลือดตรงกันกับผมคือ "กรุ๊ป O" ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดที่หายากมาก

ผมไม่ได้แสดงอาการใดที่จะบอกว่าผมมีอาการดีขึ้นมา แพทย์เกือบทั้งหมดหมดความหวังในการรักษา ช่วงประมาณ 4 ทุ่ม หัวหน้าแพทย์ ประจำบ้านได้แจ้งให้ครอบครัวของผมได้ทราบว่าพวกเขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสามารถช่วยชีวิตของผมให้ได้ แต่มันก็ไม่ได้แสดงออกทางใดเลยว่าอาการผมจะดีขึ้นแพทย์ไม่คิดว่าผมจะมีชีวิตรอดจนถึงวันรุ่งขึ้นได้ โดยธรรมชาติแล้วทางเดียวที่จะช่วยผมให้พ้นจากความเจ็บปวดและช่วยให้ครอบครัวของผมไม่ทรมาณทางด้านจิตใจ ก็คือโดยการฉีดยานอนหลับให้ผมได้ตายอย่างสบาย แต่นั่นเป็นการตัดสินใจสำหรับครอบครัวของผมว่าจะทำหรือไม่?

ด้วยความหวังเพียงเล็กน้อยและเวลาที่เหลืออยู่สำหรับผม แม่ของผมได้โทรศัพท์ไปยังคริสตจักรแห่งหนึ่ง และร้องขอสิ่งสุดท้ายสำหรับผมที่โรงพยาบาล ..ณ เวลาเกือบเที่ยงคืน ศิษยาภิบาลก็มาถึงห้องของผม และเขาก็รู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นเครื่องมือทางการแพทย์อยู่รอบๆตัวผม ในห้องนั้นจึงดูคล้ายกับเป็นห้องเก็บของ มีโต๊ะ กระดานดำ แฟ้ม และหนังสืออุปกรณ์การแพทย์เหมือนกับในห้องทดลอง ศิษยาภิบาลท่านรู้จักผมเพราะผมเคยรับใช้ท่านหลายครั้ง

ช่วงเวลาของการอธิษฐาน ไม่ถึง 15 นาที ได้เกิดความเงียบในห้องไปชั่วขณะ ศิษยาภิบาลท่านก็เดินออกไปจากห้อง และทุกคนก็เดินเข้ามาที่เตียงของผมเพื่อมองผมเป็นครั้งสุดท้าย และกล่าว คำอำลา

แม่ของผมท่านบอกหมอว่า มันจะเป็นสิ่งที่ดีไหมถ้าจะไม่ทำให้ผมหลับแต่ให้ธรรมชาตินำผมให้หลับไปเอง เพราะหลังจากการสูญเสีย Elizabeth น้องสาวของผมเมื่ออายุเจ็ดขวบ มันเป็นสิ่งที่ยากสำหรับการสูญเสีย ลูกชายสำหรับแม่ผู้ให้กำเนิด
และสิ่งอัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้น การอธิษฐานของครอบครัวของผมและการอธิษฐานของทุกคนได้รับคำตอบแล้ว

เมื่อเวลาตีห้า ในขณะที่ทุกคนไม่รู้สึกตัวและครึ่งหลับครึ่งตื่น พวกเขาคิดว่าได้เห็นนิ้วมือของผมขยับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเกิดความอุ่นใจขึ้นคือ เมื่อผมเริ่มส่งเสียงครางออกมา และคำแรกของผมคือ "น้ำ" เมื่อผมพูดออกไปอย่างนั้น มันทำให้ทุกคนร้องไห้อีกคร้งแต่มันกลับ เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้มบนใบหน้าของทุกคน

สองถึงสามสัปดาห์ต่อมา ขณะที่ผมได้พบกับศิษยาภิบาลชาวต่างประเทศมักจะเรียกว่า"ฝรั่ง" ได้มาเยี่ยมประเทศไทย และเมื่อผมได้คุยกับท่านอย่างบังเอิญที่โรงพยาบาล ท่านมาหาผม ท่านไม่ได้มาเยี่ยมคนไข้ที่ใกล้ตายแต่ท่านมาเพื่อที่จะอธิษฐานและขอบคุณพระบิดาในสวรรค์แทนตัวของผมเพราะผมยังคงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ในตอนนั้น

ในแต่ละวันและแต่ละสัปดาห์ ท่านจะมานั่งข้างเตียงของผมและอธิษฐานกับพระเจ้าสำหรับตัวผม และท่านได้พูดกับผมเกียวกับพระเจ้า บอกผมถึงวิธีที่ผมจะได้รับโอกาสในชีวิต และนั่นทำให้ผมขอบคุณพระเจ้าโดยการบอกให้ผู้อื่นได้ทราบถึงความเมตตาและความรักของพระเจ้าที่มีต่อผมอย่างไรบ้าง สิ่งเดียวที่ผมจำเกี่ยวกับศิษยาภิบาลท่านนั้นได้คือ ผมของท่านเป็นสีขาว แต่ผมไม่สามารถที่จะจำใบหน้าของท่านได้ หลังจากน้นท่านก็จากไปและกลับไปบ้านของท่านที่อเมริกา ท่านยังคงติดต่อกับผมหลังจากนั้นเป็นเวลาสองปีก่อนที่ท่านจะจากไปในขณะที่ท่านมีอายุ 72 ปีในบ้านเกิดของท่าน ผมมีภาพขาวดำของท่านและคำพูดของท่านว่า "พระเจ้ารักคุณและพระองค์ได้ทรง จัดเตรียม...ให้รักและสรรเสริญพระนามของพระองค์อย่างท่วมท้น"

เป็นความทรงจำของผมที่สามารถจะระลึกถึงท่านได้ ใบหน้าของท่านดูอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรัก และอบอุ่นไปด้วยรอยยิ้ม
มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติเลยถ้าจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องราวสิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ตามที่อยู่ใกล้กับคุณหรือคุณจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากใครบางคนที่คุณรู้จัก แม้แต่สำหรับผมด้วย คิดไปแล้วมันเหมือนกับความฝัน ความฝันที่เป็นความจริงสำหรับพ่อแม่ทุกคนหรือครอบครัวที่ได้อธิษฐานและการอธิษฐานได้รับคำตอบ ความจริงเป็นการขอและสิ่งที่คุณขอก็ได้รับ คุณสามารถเรียกมันว่าเป็นอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ยาและความช่วยเหลือที่ได้รับ่จากหมอได้ผลในวินาทีสุดท้ายหลังจากการอธิษฐาน ผมขอถามคำถามคุณหนึ่งคำถาม " ทำไมต้องเป็นผมแต่ไม่ใช่เด็กคนอื่นที่อยู่ชั้นเดียวกัน? "

ผมสามารถบอกคุณได้อย่างสัตย์ซื่อว่า แม่ของผมได้รับความเจ็บปวดพวกเขาไม่สามารถที่จะทนได้ต่อการสูญเสียลูกอีกคนหนี่งหลังจากที่ได้สูญเสียไปแล้วหนึ่งคน พวกเขาไม่มีเงินค่ารักษาเพียงพอ และตระหนักว่าไม่มีความหวังที่จะให้ผมมีชีวิตรอดในคืนถัดไป

แต่ความเชื่อและความเข็มแข็งของพวกเขา กระทำให้ยังคงอธิษฐานต่อไปพวกเขาอธิษฐานและอธิษฐานจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย ความเข็มแข็งนี้เป็นความเชื่อที่เขาฝากไว้กับผู้ที่มีฤทธานุภาพ บุคคลผู้เดียวที่มีพระคุณใหญ่หลวงผู้ซึ่งให้ชีวิตใหม่กับผม คุณสามารถอ่านได้จากพระธรรมสดุดีบทที่ 145 ข้อ 13 " ราชอาณาจักรของพระองค์เป็นราชอาณาจักรนิรันดร์ และแผ่นดินของพระองค์ดำรงอยู่ตลอดทุกชั่วชาติพันธ์ " พระเจ้าทรงรักษาสัญญา และในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 3 ข้อ 20 " นี่แนะ เรายืนเคาะประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเรา และเราเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา" ซึ่งเขียนไว้ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 7 ข้อ 7 "จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน"

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อที่จะให้คุณเปลี่ยนศาสนา ความศรัทธาหรืออะไรก็ตามเพียงแต่ผมต้องการให้คุณมีประสบการณ์อย่างที่ผมได้รับและคนที่ผมรัก พวกเราค้นพบความจริงมากมายที่พระเจ้าทรงเป็นความรัก ซึ่งให้ความเข็มแข็งและกำลังใจกับพวกเราทุกวัน จากเวลาที่ดีจนถึงเวลาที่ทุกข์ยาก ความจริงเกี่ยวกับความรักในพระเยซูมีสอนในพระคัมภีร์

มีคำตอบสำหรับทุกๆคำถามเสมอ มีทางแก้สำหรับทุกๆปัญหาเสมอ นี่เป็นสิ่งที่คุณจะได้ยินส่วนมาก แต่ทำไม่ต้องฟังผมหรือคนอื่น เมื่อคุณสามารถค้นพบด้วยตัวของคุณเอง ค้นหาความจริง คำตอบและความหวังสำหรับตัวของคุณผมจะไม่สาบานเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าสามารถทำได้หรือจะกระทำให้กับคุณนั่นคือสิ่งที่คุณต้องแสวงหาพระองค์ด้วยตัวของคุณเอง มีแต่พระองค์เท่านั้นที่สามารถนำและให้คำตอบที่คุณต้องการได้

ขอคุณพูดกับพระองค์และเมื่อคุณทำอย่างนั้นแล้ว อย่าลืมที่จะขอบคุณพระองค์ด้วย
ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ