gototopgototop
Get Adobe Flash player

Statistics/สถิติผู้เยี่ยมชม

สมาชิก : 361
Content : 853
เว็บลิงก์ : 38
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1778390
เรามี 75 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Gallery Image

205767_2047...
Image Detail

เว็บเครือข่ายคริสเตียน

Home Sermon/คำเทศนา คำเทศนา พวกคนเลี้ยงแกะ


จงฉลองอย่างพวกเลี้ยงแกะ

 พระธรรม ลูกา 2:8-20

                 ทูตสวรรค์ได้นำข่าวดีเรื่องการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดแจ้งแก่ผู้ใด แน่นอนที่ข่าวนี้ มิได้แจ้งแก่กษัตริย์เฮโรดที่อยู่ในพระราชวังท่ามกลางทหารรักษาพระองค์ หรือมิได้แจ้งแก่จักรพรรดิ์ซีซาร์ ออกัสตัส ผู้ยิ่งใหญ่ประทับบนบัลลังก์ที่กรุงโรม หรือมิได้แจ้งแก่มหาปุโรหิตและธรรมจารย์ผู้แตกฉานในธรรมบัญญัติที่มีหน้าที่สำคัญในมหาวิหารกรุงเยรูซาเล็ม หรือข่าวดีนี้มิได้แจ้งแก่บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมือง เศรษฐกิจ ศึกษา และสังคมในโลกนี้ แต่ทูตของพระเจ้าได้แจ้งข่าวดีนี้แก่พวกเลี้ยงแกะที่กำลังทำงานเฝ้าฝูงแกะในทุ่งหญ้าตลอดคืน  แจ้งแก่ผู้ที่ถ่อมใจ ผู้เล็กน้อยต่ำต้อย และแจ้งแก่ผู้ที่มีน้ำใจจดจ่อเฝ้ารอคอยการเสด็จมาของพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความจริงใจและตั้งใจ

จงฉลองอย่างพวกเลี้ยงแกะ

 

พระธรรม ลูกา 2:8-20

                 ทูตสวรรค์ได้นำข่าวดีเรื่องการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดแจ้งแก่ผู้ใด แน่นอนที่ข่าวนี้ มิได้แจ้งแก่กษัตริย์เฮโรดที่อยู่ในพระราชวังท่ามกลางทหารรักษาพระองค์ หรือมิได้แจ้งแก่จักรพรรดิ์ซีซาร์ ออกัสตัส ผู้ยิ่งใหญ่ประทับบนบัลลังก์ที่กรุงโรม หรือมิได้แจ้งแก่มหาปุโรหิตและธรรมจารย์ผู้แตกฉานในธรรมบัญญัติที่มีหน้าที่สำคัญในมหาวิหารกรุงเยรูซาเล็ม หรือข่าวดีนี้มิได้แจ้งแก่บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมือง เศรษฐกิจ ศึกษา และสังคมในโลกนี้ แต่ทูตของพระเจ้าได้แจ้งข่าวดีนี้แก่พวกเลี้ยงแกะที่กำลังทำงานเฝ้าฝูงแกะในทุ่งหญ้าตลอดคืน  แจ้งแก่ผู้ที่ถ่อมใจ ผู้เล็กน้อยต่ำต้อย และแจ้งแก่ผู้ที่มีน้ำใจจดจ่อเฝ้ารอคอยการเสด็จมาของพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความจริงใจและตั้งใจ

                ฝูงแกะที่พวกเลี้ยงแกะเฝ้านั้นเป็นของมหาวิหารเยรูซาเล็มที่จะใช้เผาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของประชากร และแกะพวกนี้ต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์ปราศจากตำหนิ ดังนั้นพวกเลี้ยงแกะจะต้องเฝ้ารักษาและดูแลฝูงแกะอย่างดีที่สุด เป็นที่น่าสังเกตว่าพวกเลี้ยงแกะไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นหรือเผาแกะเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเขาเฉกเช่นผู้อื่น หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า   พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้ล้างบาปอย่างคนทั้งหลาย อีกทั้งได้ทำผิดกฎบัญญัติคือ ไม่รักษาวันสะบาโตเพราะต้องทำงานเลี้ยงฝูงแกะทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ได้ล้างมือก่อน         รับประทานอาหารเพราะมีน้ำพอสำหรับดื่มแต่ไม่พอสำหรับล้างมือ

                พวกเลี้ยงแกะจึงสำนึกและรู้ตัวดีว่าเป็นคนบาปที่ผู้นำศาสนาและผู้เคร่งศาสนา      ดูหมิ่นและเหยียดหยาม อีกทั้งยังตระหนักว่าชาตินี้ทั้งชาติพวกเขาไม่มีวาสนาที่จะได้รับสิ่งดีหรือพระพรใดๆจากพระผู้เป็นเจ้าเลย นอกเสียจากการพิพากษาซึ่งไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นพวกเลี้ยงแกะจึงดำเนินชีวิตอยู่ในความกลัวและเฝ้ารอวันลงโทษจากพระเจ้า

                เมื่อทูตสวรรค์ปรากฎแก่พวกเขาโดยมีพระสิริของพระเจ้าส่องล้อมรอบ พวกเขาตกใจกลัวยิ่งนัก โดยไม่เข้าใจเป็นอย่างอื่นนอกจากการพิพากษาและความพินาศมาถึงแล้วเท่านั้น แต่ทูตสวรรค์ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการกล่าวว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง เพราะว่าในวันนี้   พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลายคือพระคริสต์เจ้ามาบังเกิดที่เมืองดาวิด” (ลูกา 2:10,11)  นี่เป็นคำยืนยันว่าพวกเราจะไม่ตาย แต่จะรับการช่วยให้รอดโดยพระเยซูคริสต์ผู้เสด็จมาบังเกิดเป็นแกะปัศคาที่จะรับเอาความผิดของเขาไป ดังที่ยอห์นได้ยืนยันอีกเช่นกันว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยอห์น 1:29)

                เมื่อทูตสวรรค์ยืนยันแล้วก็ให้คำสัญญาแก่พวกเลี้ยงแกะว่าเขาจะพบพระผู้ช่วยให้รอด โดยกล่าวว่า “นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลายคือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า”(ลูกา 2:12) อีกทั้งเป็นบุญหูของพวกเขาที่ได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะจากเหล่าทูตสวรรค์ที่ร้องสรรเสริญพระเจ้าโดยที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิตไม่ว่าจากคณะนักร้องประจำมหาวิหาร เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะไปร่วมนมัสการยัง     พระวิหารเนื่องจากต้องเฝ้าฝูงแกะในทุ่งนานั่นเอง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าพวกเลี้ยงแกะเป็น   พวกแรกที่ได้รับรู้ข่าวดี เกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอดมาบังเกิดและได้สรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงเพลงพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ในทุ่งหญ้าที่พวกเขาทำงานอยู่ เป็นที่น่าสังเกตว่ามนุษย์ได้ให้การดูถูก เหยียดหยามและประนาฌพวกเลี้ยงแกะ แต่พระเจ้ากลับยกย่อง ให้โอกาสและอภิสิทธิ์แก่เขาเป็นพวกแรกที่ได้ยินข่าวดี ได้ฟังเพลงของทูตสวรรค์ ได้เห็นและนมัสการพระผู้ช่วยให้รอดก่อนคนอื่นใดหมด

                สิ่งเดียวที่เข้ามาสู่ชีวิตของพวกเลี้ยงแกะแทนความกลัวที่เคยครอบงำชีวิตของเขาคือ “ความชื่นชมยินดี” ซึ่งมีพลังทำให้พวกเลี้ยงแกะตอบสนองต่อข่าวดี และฉลองการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดดังนี้

1. พวกเลี้ยงแกะยอมละทิ้งความเชื่อเก่าและความเข้าใจที่ผิด พวกเลี้ยงแกะเคยเชื่อว่าพระเจ้าเป็น  ผู้พิพากษาลงโทษคนบาป บัดนี้พวกเขาได้รับเอาความเชื่อใหม่จาก   ทูตสวรรค์ว่าพระเจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคนบาป เพราะพระเจ้ารักคนบาป มี       พระประสงค์ให้พ้นจากความพินาศ ดังที่ยอห์นเป็นพยานว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงให้     พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษ แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น” (ยอห์น 3:17) นี่หมายความว่าพวกเลี้ยงแกะฉลองวันแห่งความรอดด้วยการกลับใจใหม่ด้วยการละทิ้งความเชื่อและความเข้าใจผิดๆ ทั้งสิ้น

2. พวกเลี้ยงแกะลุกขึ้นปรนนิบัติพระผู้ช่วยให้รอด ทันทีที่พวกเลี้ยงแกะรู้ความจริงจากทูตสวรรค์ว่าความรอดมาจากพระเจ้า มิใช่จากพระบัญญัติ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่ารอดโดยพระคุณของพระเจ้า มิใช่ด้วยพฤติกรรมที่ดีของมนุษย์ พวกเขาจึงไม่รีรอหรือลังเล ยอมละฝูงแกะและทิ้งหน้าที่การงานไปรับความรอด เพื่อนมัสการพระผู้ช่วยให้รอด  นี่หมายความว่าพวกเลี้ยงแกะได้ให้ความสำคัญแก่พระเยซูคริสต์เป็นที่หนึ่งในความคิด  ชีวิต และจิตใจ และสำคัญยิ่งกว่าอาชีพและหน้าที่การงานของเขาทั้งหมดนั่นเอง

3. พวกเลี้ยงแกะได้เล่าความจริง เมื่อพวกเลี้ยงแกะได้พบพระผู้ช่วยให้รอดตาม   คำบอกเล่าของทูตสวรรค์ พวกเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดโดยไม่เพิ่มเติม หรือตัดทอน หรือขยายความ แต่บอกเล่าความจริงตามที่ได้รับ ได้ยิน และได้เห็น นี่คือการเป็นพยานแท้ถึงพระผู้ช่วยให้รอด โดยตระหนักว่า “จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่”  ซึ่งนายแพทย์ลูกาได้ยืนยันว่า “ครั้นเขาได้เห็นแล้วเขาจึงเล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น(ลูกา 2:17)

4. พวกเลี้ยงแกะได้สำนึกในพระคุณ เมื่อพวกเลี้ยงแกะได้พบพระผู้ช่วยให้รอดเป็นพยานถึงความจริงแล้วพวกเขาจึงกลับไปสรรเสริญพระเจ้า คือขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงรัก ยอมรับ และอภัยโทษบาปให้แก่เขาโดยไม่ต้องเผาแกะถวายบูชาเป็นเครื่องไถ่บาปเลย นี่คือใจสำนึกในพระคุณของพวกเลี้ยงแกะผู้ต่ำต้อยที่มีต่อพระเจ้าผู้สูงสุดนั่นเอง

                เราทั้งหลายไม่แตกต่างจากพวกเลี้ยงแกะเลย เพราะเราต่างเป็นคนบาปที่ได้รับ   พระเมตตากรุณา พระคุณ ความรัก และการอภัยโทษจากพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์    ผู้บังเกิดมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ควรที่เราจะตอบสนองและฉลองวันแห่งความรักของ    พระเจ้าและวันแห่งความรอดของมนุษย์อย่างพวกเลี้ยงแกะ คือละทิ้งความเชื่อและวิถีชีวิตเก่า ลุกขึ้นปรนนิบัติพระผู้ช่วยให้รอดด้วยใจกระตือรือร้น เป็นพยานแท้ถึงพระผู้ช่วยให้รอดด้วยการบอกความจริงตลอดเวลา และมีใจสำนึกในพระคุณด้วยชีวิตจิตใจอยู่เสมอ      ดังที่ผู้เขียนสดุดีได้กล่าวว่า

                “จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า

                 และทั้งสิ้นที่อยู่ในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์

                 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า

                 และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดุดี 103:1,2)